เอนไซม์ เจนิฟู้ด ดังที่เราทราบกันดีว่า ตับเป็นอวัยวะที่ร่างกายจะขาดไม่ได้

เอนไซม์ เจนิฟู้ด ดังที่เราทราบกันดีว่า ตับเป็นอวัยวะที่ร่างกายจะขาดไม่ได้ เพราะตับทำหน้าที่สำคัญหลายประการ เช่น กำจัดสารพิษรวมทั้งยาที่เรารับประทานหลายตัว ตับสร้างโปรตีนชนิดต่างๆ ที่ร่างกายต้องใช้ ตับสะสมน้ำตาล วิตามิน และธาตุเหล็ก ในตับจึงมีเอนไซม์จำนวนมากชนิด การมีระดับของเอนไซม์ตับในเลือดเพิ่มขึ้นเกิดจากโรคหลายชนิด เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบ มะเร็งตับ เพราะเซลล์ของตับถูกทำลาย เอนไซม์ในเซลล์เหล่านั้นจึงออกมาสู่กระแสเลือด ยาหลายตัวทำให้เอนไซม์ตับในเลือดสูงขึ้น เช่น ยากลุ่มแก้ปวดและยาต้านการอักเสบ ยาลดโคเลสเตอรอล หลายชนิด ยาปฏิชีวนะหลายชนิด ยาแก้ชัก ยารักษาโรคหัวใจ 3. เอนไซม์ในอาหารที่เรารับประทาน อาหารสดทุกชนิดมีเอนไซม์ใช้ย่อยตัวมันเอง ละยังมีเอนไซม์ที่สามารถย่อยสารอาหารอื่นได้ด้วย เช่น เอนไซม์โบรมิเลนจากสับปะรดย่อยโปรตีนได้หลายชนิดและทำหน้าที่ได้ทนทานในภาวะกรดด่างหลายระดับ เช่นเดียวกับเอนไซม์ปาเปนจากมะละกอที่ย่อยโปรตีนได้หลายชนิดและทำหน้าที่ได้ทนทานในภาวะกรดด่างหลายระดับเช่นกัน ส่วนเอนไซม์ทริปซินมีในตับของสัตว์ย่อยโปรตีน เอนไซม์ เจนิฟู้ด.

เอนไซม์ เจนิฟู้ด

เอนไซม์ เจนิฟู้ด ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำหน้าที่ของเอนไซม์ ได้แก่ enzyme genufood

1. อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดต่อการทำหน้าที่ของเอนไซม์ในร่างกายมนุษย์อยู่ที่ 37.5 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น เช่น กรณีมีไข้สูง เอนไซม์ทำหน้าที่ได้ลดลงจึงเป็นเหตุให้อวัยวะต่างๆ ผิดปกติไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ

2. ความเป็นกรดหรือด่างที่เหมาะสมที่สุดกับการทำหน้าที่ของเอนไซม์ในร่างกายมนุษย์อยู่ที่พีเอช 8 (6 – 11)

3. ปริมาณและความเข้มข้นของเอนไซม์เมื่อเทียบกับปริมาณของสารที่จะเข้ามาทำปฏิกิริยา ถ้ามากก็ช่วยเร่งปฏิกิริยาได้มาก

4. สารต้าน (inhibitors) ซึ่งไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์โดย ก) ขวางทางสารที่จะเข้ามาทำปฏิกิริยาไม่ให้สามารถเกาะกับเอนไซม์ได้ หรือ ข) ทำให้รูปร่างของเอนไซม์บิดเบี้ยวจากเดิม ทำให้สารที่จะเข้ามาทำปฏิกิริยาไม่สามารถไปเกาะกับเอนไซม์ได้

5. โคแฟกเตอร์ ได้แก่ ประจุธาตุโลหะหลายชนิด เช่น สังกะสี โคบอลต์ และสารอินทรีย์ เช่น ฟลาวิน ฮีม หากเอนไซม์ใดขาดโคแฟกเตอร์ที่ต้องทำงานร่วมด้วย เอนไซม์นั้นจะไม่สามารถทำงานได้ เอนไซม์ เจนิฟู้ด

6. โคเอนไซม์ ได้แก่ วิตามินต่างๆ หากเอนไซม์ใดขาดวิตามินที่ต้องทำงานร่วมด้วย เอนไซม์นั้นจะไม่สามารถทำงานได้

การใช้ความรู้เกี่ยวกับเอนไซม์ในการรักษาโรค เช่น ใช้สารต้าน (inhibitors) ดังกรณีของการใช้แอสไพริน ซึ่งเป็นสารต้านการทำงานของเอนไซม์ที่จะช่วยสร้างโพรสตาแกลนดิน ทำให้ไม่มีการสร้างโพรสตาแกลนดิน แอสไพรินและยาที่คล้ายกันจึงลดการอักเสบ ปวด บวม ของการบาดเจ็บของร่างกายได้ และที่ค้นพบและใช้ประโยชน์มาไม่มากนัก คือ การใช้โปรตีเอส อินฮิบิเตอร์ เป็นสารต้านเอนไซม์ที่ช่วยการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวีอันเป็นสาเหตุของโรคเอดส์ ทำให้ควบคุมปริมาณของเชิ้อไวรัสนี้ได้

เราสามารถดูแลและป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดเอนไซม์ได้ โดยดูแลร่างกายไม่ให้มีโรคภัยไข้เจ็บที่ทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ การกินยาเท่าที่จำเป็นและปรึกษาผู้รู้ก่อนกินยาทุกชนิด เอนไซม์ เจนิฟู้ด หลีกเลี่ยงสารเคมีที่เป็นพิษต่อเซลล์ของร่างกาย บริโภคผักผลไม้สดใหม่ และอาหารอื่นๆ ที่ไม่ผ่านกระบวนการปรุงที่ทำลายเอนไซม์ เช่น การผ่านความร้อนสูง

จากที่กล่าวมาแล้วว่าเอนไซม์ส่วนใหญ่เป็นโปรตีน ความสามารถในการทำงานของเอนไซม์ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสามมิติ อันเกิดจากการม้วนและทบของสายพอลิเพปไทด์นั้น ทำให้โมเลกุลของเอนไซม์เกิดเป็นร่องสามมิติอยู่บนผิวโมเลกุล ที่เรียกว่า บริเวณเร่ง (active site) ซึ่งเป็นบริเวณที่สามารถรับซับสเตรต (substrate) ที่มีโครงรูปสามมิติเช่นเดียวกัน ให้เข้ามาจับได้ โดยที่แขนงข้าง (side chain หรือ R group) ของกรดอะมิโนที่อยู่ในร่อง จะทำการยึดส่วนต่างๆ ของซับสเตรตเอาไว้อย่างพอเหมาะ ซึ่งจะทำให้ซับสเตรตถูกชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางรูปร่างและทางเคมี เพื่อเข้าสู่สภาพเปลี่ยนได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ดังนั้นพลังงานอิสระของการกระตุ้นจึงถูกลดลงโดยปัจจัยนี้ด้วย

ความจำเพาะของเอนไซม์มีหลายระดับ ทั้งต่อซับสเตรต ผลิตภัณฑ์ และปฏิกิริยา กล่าวคือ เอนไซม์บางชนิดจะจำเพาะต่อซับสเตรตทั้งโมเลกุล สารอื่นที่มีโครงสร้างคล้ายกัน เอนไซม์ก็ไม่สามารถใช้เป็นซับสเตรตได้ เช่น กลูโคสออกซิเดส จะเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสเฉพาะชนิด ดี-กลูโคสเท่านั้น ขณะที่เอนไซม์บางชนิดจะจำเพาะต่อหมู่บางหมู่ของซับสเตรต จึงอาจมีสับสเตรตได้หลายตัว เนื่องจากมีโครงสร้างคล้ายกัน เช่น เอนไซม์แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส จะเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันของแอลกอฮอล์ชนิดต่างๆ หรือเอนไซม์เฮกโซไคเนส จะเร่งปฏิกิริยาการย้ายหมู่ฟอสเฟตจาก ATP ไปให้น้ำตาลเฮกโซสต่างๆ ในขณะที่เอนไซม์บางชนิดจะมีความจำเพาะสูงมาก เนื่องจากสามารถแยกโครงสร้างสเตอริโอของซับสเตรตได้และเลือกที่จะใช้ซับสเตรตที่เป็นไอโซเมอร์ใดไอโซเมอร์หนึ่งเท่านั้น เช่น เอนไซม์ แอลอะมิโนแอซิด ออกซิเดส ( L-amino acid oxidase) จะใช้กรดอะมิโนไอโซเมอร์แอลเป็นซับสเตรตเท่านั้น เอนไซม์ เจนิฟู้ด.

by

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.